สำหรับเด็กไทยอย่างเราๆแล้ว ถ้านึกถึงกีฬาสีต้องนึกถึงความอลังการของขบวนพาเหรด การประชันเชียร์ และต้องมีการแบ่งนักเรียนเป็นสีๆหลากหลายสี นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมกันก่อนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แต่สำหรับกีฬาสีที่ญี่ปุ่นช่างแตกต่างกับของไทยลิบลับ จะเป็นอย่างไรนั้น เรามาชมกันเลย....
อย่างแรกเลยคือการแต่งกาย ถ้าเป็นเด็กไทยก็ต้องมีการเก็บตังค์ค่าเสื้อสี อันนี้แล้วแต่มาตรการของแต่ละโรงเรียน บางโรงเรียนซื้อตัวเดียวใช้สามปีเลย แต่สำหรับโรงเรียนของฉันต้องซื้อทุกปีเลยToT สำหรับเด็กญี่ปุ่นพวกเค้าจะใช่แค่หมวกหรือผ้าสีคาดหัวเอาไว้
ผ้าคาดหัวที่เด็กๆใส่นั้น
หลังเสร็จงานก็จะเก็บเอาไว้ให้รุ่นต่อๆไปได้ใช้อีก
ส่วนเด็กผู้หญิงด้านหน้าที่สวมถุงมือคือเชียร์ลีดเดอร์ค่ะ ไม่ต้องใส่ชุดหางเครื่อง ไม่ต้องแต่งหน้าทำผม
ไม่มีขบวนพาเหรด เพราะไร้สาระ เสียเวลาและฟุ่มเฟือย ^0^
นี่เป็นหมวกที่เด็กๆใช้ค่ะ สามารถใส่ได้ทั้งสองด้านทั้งสีขาวและสีแดง ซึ่งที่ญี่ปุ่นจะแบ่งแค่สองสีค่ะ
ส่วนการแข่งกีฬาแต่ละประเภท จะเวียนให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่กำหนดอยู่แต่นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะไม่กี่คน หากแต่นักเรียนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างคะแนนให้กับทีม เช่น หากมีกีฬาวิ่งแข่ง นักเรียนก็จะแบ่งไปตามชั้นปี และทุกคนมีโอกาสวิ่งทุกคน โดยผลแพ้ชนะจะอยู่ที่ผลคะแนนรวม หลังจากที่ทุกคนทุกชั้นปี ได้มาวิ่งร่วมกันหมดแล้ว
กีฬาสีในญี่ปุ่น จะเน้นการแข่งกีฬาที่ต้องดำเนินเป็นหมู่คณะ ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและเด็กๆ ก็มักจะมีส่วนร่วมด้วย ตั้งแต่การช่วยจัดการ และการอำนวยการต่างๆ ร่วมกับครู รวมไปถึงการร่วมแข่งขันทีมผสม ระหว่างเด็ก ผู้ปกครองและครู เพื่อกระชับมิตรไมตรี และเสริมสร้างความเป็นหมู่คณะ ภายใต้ “สีแดง” หรือ “สีขาว” เท่านั้น
วิธีคิดและวิถีปฏิบัติ อันเป็นสามัญและดูเหมือนเล็กน้อยหากแต่สะท้อนคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของสังคมญี่ปุ่นนี้ พวกเค้าใช้แค่ขบวนการคิดง่ายๆแต่นำพาชาติเจริญ สำหรับฉันแล้วนี่คือสิ่งที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง หากมองตามวัตถุประสงค์การจัดกีฬาสีแล้ว ก็คือการสร้างความสามัคคี กระชับความสัมพันธ์ แต่บางทีเราก็เน้นแค่ความสวย หมดตังค์เป็นแสนๆ ในโรงเรียนของฉันยังเกิดการทะเลาะชิงดีชิงเด่นแย่งกันเป็นแชมป์อีก พอคิดๆดูแล้วเราไม่บรรลุวัตถุประสงค์เลยอ่าาToT กีฬาสี สามัคคีหรือแตกแยก? และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ฉันเบื่อเทศกาลกีฬาสีเอามากๆ :(
ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.gotomanager.com
http://www.marumura.com


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น